HOME Back

Use the

Planning a Trip to Japan?

Share your travel photos with us by hashtagging your images with #visitjapanjp

ชูโกกุและชิโกกุ

โอเอซิสแห่งเกษตรกรรม: สำรวจหมู่เกาะอันอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาคเซโตะอุจิ

ความร่วมมือ

 

ภูมิภาคเซโตะอุจิโอบล้อมด้วยแนวชายฝั่งรอบทะเลในเซโตะและหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 700 เกาะ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่อุ่นสบาย ชายหาดอันเงียบสงบ และผืนน้ำสีครามประกายระยิบระยับ เซโตะอุจิจึงเป็นจุดหมายปลายทางในอุดมคติสำหรับผู้ที่แสวงหาธรรมชาติและวิถีชีวิตที่เนิบช้า

 

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคอันบริสุทธิ์แห่งนี้กลับต้องเผชิญกับความท้าทายอันหนักหน่วง ทั้งปัญหาประชากรลดลง ชุมชนผู้สูงวัย และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยความร่วมมืออันเข้มแข็งจากภาคประชาชนและการประสานพลังแห่งนวัตกรรม วันนี้เซโตะอุจิจึงได้พลิกโฉมสู่การเป็นดวงประทีปนำทางแห่งการฟื้นฟูที่ยั่งยืน

 

Photo credit: 瀬戸内少女歌劇団「瀬戸内物語~大島編」(イベントイメージ)

 

ศิลปะได้เข้ามามีบทบาทอันทรงพลังในการชุบชีวิตครั้งใหม่นี้ โดยเทศกาลศิลปะนานาชาติเซโตะอุจิ ทรีเอนนาเล ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2010 ได้เปลี่ยนโฉมโรงเรียนร้าง ซากปรักหักพังของโรงงาน และทัศนียภาพที่ถูกลืมเลือน ให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการกลางแจ้ง เทศกาลนี้ครอบคลุมพื้นที่ในหลายเกาะและหลากหลายสถานที่จัดงาน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยจุดประกายความสนใจครั้งใหม่ให้แก่ภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชิดชูมรดกทางธรรมชาติและทางอุตสาหกรรมไปพร้อมกันด้วย

 

การฟื้นฟูของเซโตะอุจิถือเป็นความสำเร็จร่วมกันอย่างแท้จริง ผ่านความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน รัฐบาลท้องถิ่น และองค์กรเอกชน ซึ่งจิตวิญญาณแห่งความร่วมแรงร่วมใจนี้ สะท้อนถึงธีมย่อย ความร่วมมือ ของงาน GREEN×EXPO 2027 ได้เป็นอย่างดี ตอกย้ำให้เห็นว่าชุมชนจะสามารถเติบโตอย่างรุ่งเรืองได้อย่างไร เมื่อพลังที่หลากหลายมารวมกันเป็นหนึ่ง
 

เกาะโชโดชิมะ: วิถีชีวิตที่ร้อยเรียงเป็นหนึ่งเดียวกับมะกอก

 

 

ด้วยภาพกังหันลมสไตล์กรีกสีขาวสะอาดตา เนินเขาที่ทอดตัวลดหลั่น และทัศนียภาพอันกว้างไกลของทะเลในเซโตะ สวนมะกอกโชโดชิมะ จึงดูงดงามราวกับภาพโปสการ์ดจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน กระนั้นสวนแห่งนี้มีสิ่งที่น่าค้นหามากกว่าเพียงแค่ทัศนียภาพที่สวยงาม เพราะที่นี่คือสถานที่แห่งแรกในญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกมะกอก และในปัจจุบัน เกาะโชโดชิมะก็ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นแหล่งผลิตมะกอกและน้ำมันมะกอกชั้นนำของประเทศ

 

 

การเดินทอดน่องไปรอบ ๆ สวนแห่งนี้ จะนำพาคุณไปพบกับต้นมะกอกที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งในญี่ปุ่น สวนสมุนไพรอันอบอวลด้วยกลิ่นหอม และพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์มะกอก ซึ่งผู้มาเยือนสามารถเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์การเพาะปลูกมะกอกที่หยั่งรากลึกยาวนานนับศตวรรษของเกาะแห่งนี้ได้ และเป็นไปตามชื่อเล่นที่ผู้คนเรียกกันว่า 'เกาะแห่งมะกอก' คุณจะพบเห็นผลไม้ชนิดนี้แฝงตัวอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ตั้งแต่ส่วนผสมในซอฟต์เสิร์ฟไอศกรีม ชา แกงกะหรี่ โชยุ ไปจนถึงการนำไปรังสรรค์เป็นน้ำมันมะกอกและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดีกรีรับรางวัล มะกอกจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในวิถีชีวิตประจำวัน ทุกส่วนของต้นมะกอกล้วนถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นใบและกิ่งก้านที่นำไปทำเป็นปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ขณะที่ต้นกล้ามะกอกจะถูกมอบเป็นของขวัญเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต เช่น การแต่งงาน การให้กำเนิดบุตร หรือแม้กระทั่งพิธีเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษา

 

เส้นทางของโชโดชิมะสู่การเป็นเมืองหลวงแห่งมะกอกของญี่ปุ่นนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป อุตสาหกรรมนี้ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้าที่มีราคาถูกกว่า ตลอดจนความท้าทายจากโครงสร้างประชากรสูงวัยของเกาะ เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ชุมชนท้องถิ่นจึงได้ริเริ่มโครงการฟื้นฟูต่าง ๆ เช่น โครงการมะกอกอันดับหนึ่ง (Olive Top One Project) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การวิจัย การฝึกอบรม และเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เพื่อสืบสานและปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมมะกอกของโชโดชิมะให้คงอยู่ต่อไป
 

เกาะเทชิมะ: จาก "เกาะขยะ" สู่สรวงสวรรค์อันเขียวขจี

 

Photo credit: 豊島 Photo: Shintaro Miyawaki

 

ภาพผืนนาข้าวแบบขั้นบันได สวนส้มอันร่มรื่น และพุ่มต้นสตรอว์เบอร์รีที่เจริญงอกงาม ทำให้ยากที่จะเชื่อว่าครั้งหนึ่งเกาะเทชิมะเคยถูกขนานนามว่าเป็น "เกาะขยะ" ของประเทศญี่ปุ่น โดยนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 จนถึงทศวรรษ 1990 พื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะได้กลายเป็นแหล่งลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมหลายพันตัน ซึ่งส่งผลกระทบและเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อทั้งสุขภาพของมนุษย์และระบบนิเวศโดยรอบ

 

Photo credit: ©︎Heather B.Swann + Nonda Katsalidis "Place for sea dreamers", provided by Setouchi Triennale 2022

 

แต่ด้วยการขับเคลื่อนของภาคประชาชนและการดำเนินงานของภาครัฐที่ยืดหยัดยาวนานกว่า 30 ปี เพื่อกำจัดขยะและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ในวันนี้ เกาะเทชิมะได้ถือกำเนิดใหม่กลายเป็นต้นแบบแห่งการพลิกฟื้นคืนชีวิตให้แก่ชุมชนชนบท ปัจจุบันเกาะแห่งนี้เป็นแหล่งเพาะปลูกสตรอว์เบอร์รีและน้ำมันมะกอกคุณภาพสูง ทั้งยังกลายเป็นศูนย์กลางของศิลปะร่วมสมัย โครงการต่าง ๆ เช่น โครงการนาข้าวขั้นบันไดเทชิมะ ได้ชุบชีวิตวิถีการทำนาแบบดั้งเดิมให้กลับคืนมาอีกครั้ง จนกลายมาเป็นสิ่งดึงดูดใจสำหรับผู้มาเยือน ในขณะที่กองทุนมะกอก (Olive Fund) ก็กำลังเดินหน้าปลูกต้นมะกอกเพื่อคืนความเขียวขจีให้แก่พื้นที่ที่เคยถูกทำลาย และ ณ นิทรรศการศิลปะ เล ซาร์ชีฟ ดู เกอร์ (Les Archives du Cœur) ผู้มาเยือนสามารถบันทึกเสียงจังหวะหัวใจของตนเอง พร้อมรับฟังเสียงหัวใจของผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นสิ่งช่วยย้ำเตือนใจถึงสายใยที่มองไม่เห็นซึ่งร้อยรัดพวกเราทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน
 

นวัตกรรมท่ามกลางสวนส้มแห่งเกาะโอซากิคามิจิมะ

 

Photo credit: 画像提供:大崎上島町観光協会

 

โอซากิคามิจิมะ เป็นเกาะอันเงียบสงบที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการสัญจรทางเรือเท่านั้น เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในจังหวัดฮิโรชิม่า ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเลมอนชั้นนำของญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงจากสายพันธุ์เลมอนที่หาได้ยาก ซึ่งมีรสชาติกลมกล่อมและหวานละมุนจนสามารถรับประทานได้แม้กระทั่งเปลือก วิธีการที่ดีที่สุดในการลิ้มลองเลมอนชนิดนี้คือการรับประทานคู่กับ ฮิโรชิมา เลมอน นาเบะ หม้อไฟรสชาติสดชื่นเบาสบายที่อัดแน่นไปด้วยผักตามฤดูกาลและเนื้อสัตว์ พร้อมตกแต่งหน้าด้วยเลมอนสดฝานแว่น

 

นอกจากนี้ ภูมิภาคดังกล่าวยังมีการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางการเกษตรที่ล้ำสมัย โดยฟาร์มหลายแห่งได้เริ่มนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาบูรณาการ เช่น การใช้เซนเซอร์เพื่อตรวจวัดความชื้นในดิน อุณหภูมิ และสุขภาพของพืช ระบบเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้น้ำและการใส่ปุ๋ย ตลอดจนช่วยลดปริมาณของเสียและเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแผนการดำเนินงานเพื่อนำโดรน ระบบหุ่นยนต์ และโซลูชัน IoT เข้ามาปรับใช้กับการทำสวนส้มในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

 

 

ความยั่งยืนยังคงเป็นอีกหนึ่งมิติสำคัญของอุตสาหกรรมเกษตรกรรมบนเกาะแห่งนี้ โดยมีตัวอย่างที่โดดเด่นอย่าง ฟาร์มชิกิ ซึ่งนอกเหนือจากการเพาะปลูกพืชตระกูลส้ม สมุนไพร และผักสดแล้ว ฟาร์มแห่งนี้ยังรังสรรค์ซอสและแยมสูตรโฮมเมดด้วย ยิ่งไปกว่านั้น แม้กระทั่งเปลือกส้มและกิ่งก้านที่ถูกคัดทิ้ง ก็ยังถูกนำมาแปรสภาพให้กลายเป็นสีย้อมธรรมชาติ ซึ่งผู้มาเยือนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปผ้ามัดย้อมเพื่อสร้างสรรค์แผ่นรองแก้วและผ้าพันคอที่มีสีสันสดใสได้ด้วยตนเอง ณ เกาะโอซากิคามิจิมะแห่งนี้ นวัตกรรมและวิถีดั้งเดิมได้หลอมรวมเป็นหนึ่ง เพื่อนำพาเกษตรกรรมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
 

การฟื้นฟูเกษตรกรรมด้วยพลังแห่งศิลปะบนเกาะอินุจิมะ

 

Photo credit: "Inujima "Art House Project" A-Art House Beatriz Milhazes : Yellow Flower Dream, 2018 Photo: Yoshikazu Inoue

 

เกาะอินุจิมะ (จังหวัดโอคายาม่า) เป็นเกาะขนาดเล็กที่มีผู้อยู่อาศัยไม่ถึง 50 คน ทำให้สามารถเดินสำรวจได้อย่างง่ายดาย ทว่าแม้จะเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ แต่ที่นี่กลับกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่กระตุ้นให้เกิดการขบคิดอย่างลึกซึ้ง ด้วยบทบาทอันโดดเด่นในเทศกาลศิลปะเซโตะอุจิ ทรีเอนนาเล และแนวทางอันสร้างสรรค์สู่วิถีชีวิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

 

Photo credit: Inujima Life Garden Photo: Kenta Kawagoe

 

อินุจิมะ ไลฟ์ การ์เดน คือตัวอย่างอันยอดเยี่ยมที่สะท้อนให้เห็นว่าเกาะอินุจิมะได้โอบรับแนวคิดพืชสวนที่ยั่งยืนอย่างไร สวนแห่งนี้ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อเชื่อมโยงผู้คนให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอีกครั้ง ภายในอบอวลไปด้วยความมีชีวิตชีวาจากแปลงผักหลากสีสัน แปลงสมุนไพร และทุ่งดอกไม้ที่แสนงดงาม ขณะเดียวกัน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ล้วนสะท้อนถึงปรัชญาการดำเนินชีวิตที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสุขาแบบทำปุ๋ยหมัก เรือนกระจกพลังงานแสงอาทิตย์ และห้องครัวกลางแจ้งที่มีระบบกรองน้ำเสียตามธรรมชาติผ่านชั้นดินและกรวด สวนแห่งนี้เปรียบเสมือนผลงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งเติบโตอย่างออร์แกนิกผ่านการลงมือทำร่วมกันและการออกแบบที่เปิดกว้างอย่างไร้ขีดจำกัด

 

Photo credit: Inujima Seirensho Art Museum Photo:Daici Ano

 

ในบริเวณใกล้เคียงกันนั้น พิพิธภัณฑ์ศิลปะอินุจิมะ เซเรนโช ตั้งตระหง่านในฐานะอนุสรณ์สถานแห่งการฟื้นคืนชีวิต ตัวพิพิธภัณฑ์สร้างขึ้นจากซากปรักหักพังของโรงถลุงทองแดงในอดีต โดยมีการบูรณาการเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ระบบกรองน้ำโดยอาศัยกลไกธรรมชาติของพืช ซึ่งช่วยจุดประกายและดึงดูดความสนใจให้ผู้คนได้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการเยียวยาทัศนียภาพหลังยุคอุตสาหกรรม ผ่านการออกแบบที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจและพิถีพิถัน
 

เมื่อชีวิตมอบเลมอนให้ จงเปลี่ยนมันเป็นไวน์ของชุมชน: โรงบ่มไวน์โอมิชิมะ มินนาโนะ

 

 

เกาะโอมิชิมะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางปั่นจักรยานชิมานามิ ไคโด ซึ่งมีด้วยศาลเจ้า สวนส้ม และหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วบริเวณ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโตโย อิโตะ อันโดดเด่นสะดุดตาอีกด้วย ทว่าเกาะแห่งนี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตส้มแมนดารินอันรุ่งเรือง กลับต้องเผชิญกับความยากลำบากในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและจำนวนเกษตรกรที่ลดน้อยลง

 

 

โรงบ่มไวน์โอมิชิมะ มินนาโนะ ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า "โรงบ่มไวน์ของทุกคน" ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2015 โดยได้พลิกฟื้นสวนส้มที่ถูกทิ้งร้างให้กลายเป็นไร่องุ่นที่เปี่ยมด้วยผลผลิต ปัจจุบันโรงบ่มไวน์แห่งนี้ผลิตไวน์มากกว่า 20 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ล้วนได้รับอิทธิพลจากลักษณะเฉพาะทางธรรมชาติอันโดดเด่นของเกาะ โดยมีรสเค็มแฝงอยู่อย่างละมุนละไม อันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้มาจากทำเลที่ตั้งใกล้ชายทะเล องุ่นที่นี่ถูกเพาะปลูกโดยใช้เพียงปุ๋ยอินทรีย์ในท้องถิ่นเท่านั้น อาทิ ปุ๋ยหมักจากฟาร์มสุกรในละแวกใกล้เคียง เปลือกหอยนางรมบด และกากวัสดุเพาะเห็ดที่ใช้แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

 

Photo credit: 写真:青木勝洋

 

และตรงตัวตามชื่อของสถานที่ รูปแบบการดำเนินงานของโรงบ่มไวน์มินนาโนะแห่งนี้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านบนเกาะทุกเพศทุกวัยได้มีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงขั้นตอนการบรรจุขวด โดยระบบนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการร่วมแรงร่วมใจและการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของชุมชนอย่างแท้จริง
 

ประเด็นสำคัญ

 

ในภูมิภาคเซโตะอุจิ ชุมชนต่าง ๆ กำลังร่วมมือกันเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทาย ทั้งในเรื่องประชากรที่ลดลง ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม และภาวะเศรษฐกิจถดถอย ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกมะกอก การพัฒนานวัตกรรมการทำสวนส้ม หรือการรังสรรค์ไวน์ของชุมชน ภูมิภาคแห่งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อกลุ่มคนที่มีความหลากหลายหลอมรวมเป็นหนึ่งเพื่อเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งสะท้อนถึงธีมย่อย ความร่วมมือ ของงาน GREEN×EXPO 2027 ได้เป็นอย่างดี

 

©Expo 2027

Please Choose Your Language

Browse the JNTO site in one of multiple languages