Use the
Share your travel photos with us by hashtagging your images with #visitjapanjp
สวนญี่ปุ่นได้รับแรงบันดาลใจจากโลกธรรมชาติมาอย่างยาวนาน โดยได้รับการออกแบบให้ถ่ายทอดแก่นแท้ของธรรมชาติผ่านพื้นที่อันจำกัด เพื่อสื่อแทนภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่ได้อย่างลึกซึ้ง ก้อนหินอาจแทนภูเขาที่อยู่ไกลลิบ ก้อนกรวดแทนสายน้ำที่ไหลริน และมอสสะท้อนภาพหุบเขาเขียวชอุ่ม
ปัจจุบัน แนวคิดดั้งเดิมเหล่านี้กำลังมีความหมายใหม่ในงานออกแบบเมือง ขณะที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความแออัด ญี่ปุ่นนำเสนอแนวทางเฉพาะตัวของ “การปรับตัวร่วมกัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในธีมย่อยของ GREEN×EXPO 2027 ที่เน้นให้เห็นว่าธรรมชาติและเมืองสามารถพัฒนาไปด้วยกันได้ ตั้งแต่สวนวัดและสถานที่พักผ่อนในยุคศักดินา ไปจนถึงสวนลอยฟ้าล้ำสมัย พื้นที่สีเขียวของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่าการออกแบบอย่างใส่ใจสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวันของเราได้
ค้นพบต้นกำเนิดของสวนเซนในคามาคุระ
วัดเค็นโชจิ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวงเก่าแก่อย่างคามาคุระ เป็นสถานที่อันแสนสงบที่อบอวลด้วยประวัติศาสตร์ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1253 และถือเป็นวัดฝึกปฏิบัติเซนที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกทั้งยังคงเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรมแบบเซนที่ยังมีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
โดยที่หนึ่งในจุดเด่นของวัดคือสวนประวัติศาสตร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลงานของรันเค โดริว เจ้าอาวาสรูปแรก ใจกลางสวนมีสระน้ำอันเงียบสงบที่มีรูปทรงคล้ายอักษรญี่ปุ่นที่แปลว่า “หัวใจ” สวนแห่งนี้เป็นตัวอย่างอันชัดเจนของแนวคิด “หยิบยืมทัศนียภาพ” โดยผสานภูมิทัศน์โดยรอบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ
เค็นโชจิเคยมีสวนหินแห้งแบบดั้งเดิม ซึ่งใช้กรวดที่คราดเป็นลวดลาย ก้อนหิน และทราย เพื่อสื่อแทนสายน้ำและขุนเขา แม้ปัจจุบันสวนส่วนใหญ่จะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว แต่ยังคงมีร่องรอยอันโดดเด่นให้พบเห็น นั่นคือน้ำตกแห้งที่สร้างจากหิน ซึ่งถ่ายทอดความรู้สึกเสมือนมีสายน้ำไหลอยู่จริง
ภายในบริเวณวัดยังเต็มไปด้วยต้นสนจูนิเปอร์สูงใหญ่ แมกโนเลีย และต้นซากุระที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ รวมถึงใบไม้สีแดงและเหลืองสดใสที่ดึงดูดผู้คนในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ในวันที่อากาศแจ่มใส ผู้มาเยือนยังสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิและอ่าวซากามิ ซึ่งช่วยเติมฉากหลังอันสง่างามให้กับบรรยากาศแห่งการทำสมาธิได้เช่นกัน
เดินเล่นดุจขุนนาง ท่ามกลางความงดงามแบบเอโดะในโตเกียว
ในสมัยเอโดะ (1603–1867) บรรดาไดเมียวของญี่ปุ่นได้สร้างสวนอันวิจิตรเพื่อใช้พักผ่อน ดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูต และเสริมสร้างรสนิยมทางวัฒนธรรม สวนไดเมียวเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนอำนาจและเกียรติยศเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงความซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งต่อธรรมชาติและความงามแบบคลาสสิกอีกด้วย
หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ สวนโคอิชิกาวะ โคราคุเอ็น ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียวในปัจจุบัน สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 บนพื้นที่ของตระกูลมิโตะ-โทกูงาวะ ซึ่งเป็นสวนถ่ายทอดภูมิทัศน์ในอุดมคติของจีนและญี่ปุ่นไว้ในรูปแบบย่อส่วน
ทางเดินที่คดเคี้ยวพาผู้มาเยือนผ่านหมู่ต้นบ๊วยและซากุระ ข้ามสะพานหิน และวนรอบสระน้ำอันเงียบสงบ หนึ่งในองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของสวนคือสะพานพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งเงาสะท้อนเกือบเป็นวงกลมสมบูรณ์บนผิวน้ำ ทำให้เกิดภาพลวงตาราวกับพระจันทร์เต็มดวง เช่นเดียวกับสวนญี่ปุ่นหลายแห่งที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ สวนโคอิชิกาวะ โคราคุเอ็นได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับการใคร่ครวญและกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง
สำรวจไคราคุเอ็น หนึ่งในสวนสาธารณะแห่งแรกของญี่ปุ่น
ไคราคุเอ็นซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดอิบารากิ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “สามสวนที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น” สิ่งที่ทำให้ไคราคุเอ็นโดดเด่นคือปรัชญาการก่อตั้งที่เป็นเอกลักษณ์: สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1842 โดยโทกูงาวะ นาริอากิ ไดเมียวผู้ปกครองท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อชนชั้นสูงเพียงเท่านั้น แต่เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนและเพลิดเพลินด้วยเช่นกัน ชื่อของสวนมีความหมายว่า “สวนแห่งความรื่นรมย์สำหรับทุกคน” จึงนับเป็นตัวอย่างบุกเบิกของการออกแบบพื้นที่สาธารณะ
ไคราคุเอ็นมีชื่อเสียงเป็นพิเศษจากหมู่ต้นบ๊วยกว่า 3,000 ต้นที่งดงามตระการตา ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเดือนมีนาคม สวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยสีชมพูและสีขาวของดอกบ๊วย ดึงดูดผู้คนให้มาร่วมงานเทศกาลชมดอกบ๊วยเมืองมิโตะประจำปี
นอกจากดอกบ๊วยแล้ว ภายในสวนยังมีทางเดินอันเงียบสงบใต้ร่มเงาสนซีดาร์และไผ่ ผู้มาเยือนสามารถชมทัศนียภาพกว้างไกลของทะเลสาบเซ็นบะและภูเขาสึคุบะได้จากศาลาโคบุนเท ซึ่งเป็นเรือนไม้ที่ได้รับการบูรณะอย่างงดงาม และครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นสถานที่ต้อนรับกวีและศิลปินเพื่อการพบปะทางวัฒนธรรม
ย่อโลกธรรมชาติไว้ในขนาดจิ๋ว ที่หมู่บ้านบอนไซโอมิยะ
ทางเหนือของกรุงโตเกียวเพียงเล็กน้อย หมู่บ้านบอนไซโอมิยะ ในไซตามะคือสวรรค์ของผู้หลงใหลในต้นไม้จิ๋วอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น บอนไซไม่ใช่เพียงเทคนิคทางพืชสวนเท่านั้น หากยังเป็นทั้งศิลปะที่มีชีวิตและปรัชญาในการมองโลก ผ่านการปลูกต้นไม้ในกระถางและดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีหรือแม้แต่หลายทศวรรษ ผู้ปลูกจึงสามารถสร้างสรรค์ธรรมชาติในขนาดย่อส่วนที่ทั้งละเอียดอ่อนและสง่างามได้
หมู่บ้านบอนไซโอมิยะเป็นที่ตั้งของเรือนเพาะชำบอนไซราวสิบแห่ง ซึ่งผู้มาเยือนสามารถชมและเลือกซื้อต้นไม้ได้ ตั้งแต่ต้นที่เพิ่งเริ่มจัดทรงไปจนถึงผลงานชิ้นเอกที่มีอายุหลายร้อยปี ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะบอนไซโอมิยะ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สาธารณะแห่งแรกของโลกที่อุทิศให้กับวัฒนธรรมบอนไซโดยเฉพาะอีกด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการตามฤดูกาล ภาพพิมพ์แกะไม้โบราณ และเครื่องมือที่สืบทอดการใช้งานมาจากปรมาจารย์บอนไซหลายรุ่น
ช่วงเวลาที่เหมาะอย่างยิ่งในการเยี่ยมชมหมู่บ้านคือช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เมื่อพื้นที่นี้มีการจัดงาน เกรต บอนไซ เฟสติวัล ซึ่งดึงดูดทั้งผู้ปลูกและผู้หลงใหลในบอนไซจากทั่วญี่ปุ่นให้มาเยี่ยมชม
พื้นที่สีเขียวสมัยใหม่ใจกลางมหานคร
ท่ามกลางแสงนีออนและตึกสูงระฟ้าของโตเกียว พื้นที่สีเขียวระลอกใหม่กำลังนิยามความหมายของสวนขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับความงาม สวนลอยฟ้าและระเบียงสีเขียวสมัยใหม่เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เมืองที่คึกคักที่สุดก็ยังมีพื้นที่สำหรับธรรมชาติได้
สวนมิยาชิตะเป็นสวนลอยฟ้าที่ตั้งอยู่ใจกลางชิบุยะ กลับมาเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2020 และทอดยาวอยู่บนยอดของอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมหลายชั้น สวนแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความยืดหยุ่นของเมืองเป็นสำคัญ จึงมีองค์ประกอบอย่างโครงสร้างต้านทานแผ่นดินไหวและทางเข้าที่รองรับทุกคน สนามกีฬา สนามหญ้าสีเขียว และทางเดินภายในสวน ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่โปรดทั้งของคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความพลุกพล่านของเมืองด้านล่าง ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ชิบุยะ สกาย ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดอาคาร ชิบุยะ สแครมเบิล สแควร์ สูง 47 ชั้น จุดชมวิวกลางแจ้งแห่งนี้มอบทัศนียภาพอันน่าทึ่งของกรุงโตเกียว รวมถึงภาพมุมสูงของทางแยก ชิบุยะ สแครมเบิล อันโด่งดัง และในวันที่อากาศแจ่มใสยังสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้อีกด้วย สนามหญ้าตรงกลางช่วยเติมเต็มสัมผัสที่นุ่มนวลและผ่อนคลายให้กับสภาพแวดล้อมที่รายล้อมด้วยกระจกและเหล็กอันทันสมัย
ไม่ไกลจากสถานีโตเกียวคือ โตเกียว มิดทาวน์ ยาเอสุ โครงการล้ำสมัยอีกแห่งที่กำลังนิยามพื้นที่เมืองขึ้นใหม่ อาคารอเนกประสงค์สูง 45 ชั้นแห่งนี้ประกอบด้วยสำนักงาน ร้านค้าพรีเมียม และแม้กระทั่งโรงเรียนประถมศึกษา บนดาดฟ้ามีระเบียงสวนอันเขียวชอุ่ม เต็มไปด้วยดอกไม้ตามฤดูกาลและไม้พุ่มพื้นถิ่น ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความผ่อนคลาย และมอบทิวทัศน์สีเขียวอันหาได้ยากในย่านที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว
ประเด็นสำคัญ
จากวัดเซนและหมู่บ้านบอนไซไปจนถึงสวนลอยฟ้า ภูมิภาคคันโตเปรียบเสมือนเส้นเวลาที่มีชีวิต ซึ่งบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับธรรมชาติ พื้นที่สีเขียวเหล่านี้ทั้งรักษาความงามแบบดั้งเดิมและปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตเมืองร่วมสมัย สะท้อนธีมย่อยของการปรับตัวร่วมกัน ของ GREEN×EXPO 2027 ที่แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติและเมืองสามารถพัฒนาไปด้วยกันได้ ขณะที่เรากำลังมองไปยังความท้าทายระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความแออัดของเมือง แนวทางการออกแบบโดยอยู่ร่วมกับธรรมชาติของญี่ปุ่นก็ได้นำเสนอวิสัยทัศน์อันน่าสนใจสำหรับเมืองที่เขียวขึ้นและกลมกลืนยิ่งขึ้น
©Expo 2027
Please Choose Your Language
Browse the JNTO site in one of multiple languages