HOME Back

Use the

Planning a Trip to Japan?

Share your travel photos with us by hashtagging your images with #visitjapanjp

ฤดูใบไม้ร่วง

การเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยให้ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นผู้นำทาง

จากคันโตถึงคันไซ

การเดินทางในฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้ เริ่มต้นจากฝั่งตะวันออกมุ่งสู่ฝั่งตะวันตก เชื่อมโยง 3 เมืองใหญ่ของญี่ปุ่น ได้แก่ โตเกียว นาโกย่า และโอซาก้า โดยลัดเลาะผ่านนิกโก เชิงภูเขาไฟฟูจิ เมืองแวะพักเก่าแก่ และเมืองหลวงโบราณอย่างเกียวโต จากภูเขาและทะเลสาบที่แต่งแต้มด้วยสีสันสดใสของใบไม้เปลี่ยนสี ไปจนถึงวัดวาอารามเก่าแก่ ถนนหนทางแบบดั้งเดิม และทัศนียภาพของเมืองร่วมสมัย เส้นทางสายนี้พร้อมเผยให้เห็นความงามตามฤดูกาลและความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นผ่านหลากหลายมุมมอง ทั้งทางรถไฟ ทางน้ำ และแม้กระทั่งจากบนฟากฟ้า การเดินทางครั้งนี้จึงเสมือนบันทึกการเดินทางอันงดงาม ซึ่งเผยให้เห็นหลายแง่มุมของญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

 

 

ภูมิภาคคันโต — ค้นพบสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีที่นิกโกและความงามตามฤดูกาลของโตเกียว

 

วันที่ 1 โตเกียวถึงโทจิงิ: การเดินทางด้วยรถไฟสุดหรูสู่เมืองมรดกโลกนิกโก

 

รถไฟด่วนพิเศษ Spacia X

เริ่มต้นการเดินทางจากย่านอาซากุสะในโตเกียว ขึ้นรถไฟด่วนพิเศษ Spacia X ขบวนใหม่ ซึ่งให้บริการโดยการรถไฟโทบุ (Tobu Railway) มอบการเดินทางที่สะดวกสบายมุ่งตรงสู่นิกโกโดยใช้เวลาเพียงสองชั่วโมง รถไฟขบวนนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสุดหรู โดยมีประเภทที่นั่งให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ห้องส่วนตัวไปจนถึงที่นั่งแบบโซฟา ทำให้การเดินทางกลายเป็นหนึ่งในไฮไลท์อันน่าประทับใจของทริปนี้เลยทีเดียว

 

อิ่มเอมกับอาหารกลางวันมื้อสายด้วยเอกิเบ็น (ข้าวกล่องสถานีรถไฟ) ที่จัดเตรียมอย่างสวยงาม พร้อมชมทัศนียภาพนอกหน้าต่าง หรือจะแวะไปที่เคาน์เตอร์คาเฟ่บนรถไฟในตู้ที่ 1 เพื่อลิ้มลองขนมหวานและเครื่องดื่มซึ่งรังสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากภูมิภาคต่างๆ ตามเส้นทางขบวนรถ

 

ศาลเจ้านิกโกโทโชกู

ศาลเจ้านิกโกโทโชกูคือหนึ่งในศาสนสถานที่สำคัญของ แหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ในนาม "ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก" ภายในบริเวณศาลเจ้าเป็นที่ตั้งของอาคารหลายหลังที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าซึ่งโดดเด่นด้วยการตกแต่งที่มีสีสันสดใสเคียงคู่ไปกับงานแกะสลักอันวิจิตรประณีต

 

 

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง สถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านจะยิ่งดูสง่างาม ด้วยทิวทัศน์ของธรรมชาติเป็นฉากหลัง ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพอันงดงามตามฤดูกาลที่ตรึงใจจนกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งนิกโกในสายตาของผู้มาเยือนจำนวนมาก

 

[google map]

 

วัดรินโนจิ นิกโก-ซัน

วัดรินโนจิคือวัดเก่าแก่ที่เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในนิกโกร่วมกับศาลเจ้านิกโกโทโชกู ภายในอาคารซันบุตสึโด ซึ่งเป็นวิหารหลัก เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป 3 องค์ซึ่งได้รับการเคารพนับถือในฐานะเทพเจ้าแห่งเทือกเขานิกโก เปิดโอกาสผู้มาเยือนได้สัมผัสถึงความเลื่อมใสทางจิตวิญญาณอันหยั่งรากลึกในภูมิภาคแห่งนี้

 

 

ขณะเดียวกัน สวนโชโยเอ็นซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กันนั้น ถือเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามที่สุดของนิกโก ทัศนียภาพของใบไม้สีแดงและสีทองที่โอบล้อมรอบสระน้ำช่วยสร้างบรรยากาศอันสงบเงียบ เหมาะสำหรับการเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจ โดยอยู่ห่างจากศาลเจ้านิกโกโทโชกูเพียงไม่กี่ก้าวเดิน

 

[google map]

 

เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน นิกโก

โรงแรมหรูแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาตินิกโก โดยเป็นสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบซึ่งถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาและทะเลสาบชูเซ็นจิ

 

ไม่ว่าจะเป็นจากบริเวณลานด้านในหรือจากห้องพัก คุณจะได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพมุมกว้างของทะเลสาบ ภูเขานันไต และเทือกเขานิกโกโดยรอบ ในขณะที่เนินเขาเหล่านั้นกำลังเปล่งประกายด้วยสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วง

 

ที่ Lakehouse ห้องอาหารที่นำเสนอแนวคิด การทำอาหารที่เน้นวัตถุดิบจากสวน (Garden Gastronomy") คุณจะได้ลิ้มรสเมนูตามฤดูกาลที่ปรุงจากวัตถุดิบในจังหวัดโทชิงิ นำเสนอความอร่อยอันเป็นเอกลักษณ์แห่งโอคุนิกโกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

https://www.visit-tochigi.com/th/plan-your-trip/things-to-do/29214/

 

[google map]

 

วันที่ 2 จากโทชิงิสู่โตเกียว: ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ทะเลสาบชูเซ็นจิและมื้อค่ำกับอาหารท้องถิ่น

 

ทะเลสาบชูเซ็นจิ 

หลังจากเต็มอิ่มกับการพักผ่อนที่โรงแรมในช่วงเช้าแล้ว จึงออกเดินทางไปยังทะเลสาบชูเซ็นจิ ซึ่งก่อตัวขึ้นจากการปะทุของภูเขาไฟเมื่อราว 20,000 ปีก่อน โดยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ขุนเขาที่โอบล้อมรอบด้านจะพร้อมใจกันสะท้อนเฉดสีอันจัดจ้านลงบนผืนน้ำของทะเลสาบ

 

การล่องเรือยนต์ชมวิวจะเผยให้เห็นทัศนียภาพที่คุณไม่สามารถสัมผัสได้จากบนฝั่ง โดยการได้โลดแล่นไปบนผิวน้ำท่ามกลางประกายสีสันของฤดูใบไม้ร่วงนั้น ถือเป็นประสบการณ์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเก็บภาพความทรงจำ

 

[google map]

 

มื้ออาหารสไตล์อิซะกะยะ

เดินทางกลับสู่โตเกียวด้วยรถบัสและรถไฟด่วนพิเศษ เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น แวะไปที่อิซะกะยะ ซึ่งคุณจะได้เพลิดเพลินกับวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นในบรรยากาศสบายๆ โดยปกติแล้วทางร้านจะเสิร์ฟอาหารจานเล็กๆ หลากเมนู อาทิ ซาชิมิ ยากิโทริ และเทมปุระ ซึ่งนิยมสั่งมาแบ่งปันกันทาน ทำให้ผู้ร่วมโต๊ะได้ลิ้มลองรสชาติที่หลากหลาย โดยร้านอาหารสไตล์นี้มีอยู่มากมายทั่วทุกมุมเมือง

 

บรรยากาศที่เป็นกันเองและอบอุ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์เช่นกัน ยิ่งเมื่อได้จิบสาเกหรือโชจูสักแก้วพร้อมพูดคุยทักทายกับพนักงานจะทำให้คุณได้สัมผัสถึงการต้อนรับแบบญี่ปุ่นในชีวิตประจำวัน

 

วันที่ 3 โตเกียว: ถนนในฤดูใบไม้ร่วงและแสงสีของเมือง

 

ถนนอิโจนะมิคิ

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเดินชมต้นแปะก๊วยอันเป็นเอกลักษณ์ที่สวนศาลเจ้าเมจิจิงกูไกเอ็น ตลอดระยะทางประมาณ 300 เมตร ต้นไม้ที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบจะเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามในฤดูใบไม้ร่วง ก่อเกิดเป็นอุโมงค์สีทองสว่างไสวที่เหมาะสำหรับการเดินเล่นและถ่ายรูป ในส่วนของคาเฟ่และร้านเบเกอรี่ในบริเวณใกล้เคียงยังทำให้ที่นี่เป็นพิกัดที่เหมาะสำหรับการทานบรันช์อีกด้วย

 

[google map]

 

กินซ่า

ในช่วงบ่าย ไปสำรวจย่านกินซ่า หนึ่งในย่านช้อปปิ้งชั้นนำของโตเกียว บรรดาร้านค้าแบรนด์หรูและห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง มอบประสบการณ์ชีวิตในเมืองอันหรูหรา

 

สำหรับที่ GINZA SIX ศูนย์การค้าแฟลกชิป คุณสามารถเลือกชมสินค้าจากแบรนด์ต่างประเทศและแบรนด์ญี่ปุ่น รวมถึงร้านซีเลกต์ช็อปที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนที่ GYOKUSENDO แบรนด์ที่นำเสนอความงดงามของงานฝีมือญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อชุดอุปกรณ์ชงชาทองแดงที่ทำจากเทคนิคดั้งเดิมได้ นอกจากนี้ เชิญเพลิดเพลินไปกับผลงานศิลปะจัดวางที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี แล้วแวะพักผ่อนในสวนบนดาดฟ้า หรือจะนั่งผ่อนคลายที่คาเฟ่สุดหรูภายในศูนย์การค้าแห่งนี้

 

https://www.gotokyo.org/th/spot/260/index.html

 

[google map]

 

ทัวร์เฮลิคอปเตอร์ชมเมืองยามค่ำคืน

เดินทางไปยังลานจอดเฮลิคอปเตอร์ไซตามะ มิซาโตะ ซึ่งเดินทางสะดวกจากใจกลางโตเกียว เพื่อสัมผัสประสบการณ์นั่งเฮลิคอปเตอร์ชมวิวยามค่ำคืนที่ในมุมสูง จากด้านบนนี้ จะได้เห็นสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น โตเกียวสกายทรี และภูมิทัศน์ของเมืองที่สว่างไสวเป็นเส้นสายของแสงไฟ ซึ่งเผยให้เห็นภาพลักษณ์ของกรุงโตเกียวในมิติที่แตกต่างไปจากมุมมองภาคพื้นดินอย่างสิ้นเชิง

 

 

[google map]

 

ภูมิภาคจูบุ—จากภูเขาไฟฟูจิ สู่เมืองแวะพักเก่าแก่

 

วันที่ 4 จากโตเกียวสู่ยามานาชิ: ทะเลสาบคาวากุจิและภูเขาไฟฟูจิในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

 

ทะเลสาบคาวากุจิ

จากชินจูกุ นั่งรถไฟด่วนพิเศษ Fuji Excursion ไปยังทะเลสาบคาวากุจิโดยใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณเชิงภูเขาไฟฟูจิ และเป็นจุดชมทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นจากนั้นขึ้นกระเช้าลอยฟ้าภูเขาไฟฟูจิพาโนรามาไปยังจุดชมวิวที่อยู่สูงเกือบ 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งคุณจะได้เห็นทัศนียภาพมุมกว้างของทะเลสาบและยอดเขาที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่นปรากฏอยู่เบื้องหน้า

 

[google map]

 

เทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีฟูจิคาวากุจิโกะ

ในช่วงหัวค่ำ แวะไปชมเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีฟูจิคาวากุจิโกะ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงามที่สุด โดยมีอุโมงค์โมมิจิ (Momiji Corridor) ที่เรียงรายไปด้วยต้นเมเปิลอายุกว่าศตวรรษถือเป็นไฮไลต์ของงานนี้

 

หลังพระอาทิตย์ตกดิน ต้นไม้ต่างๆ จะถูกประดับประดาด้วยแสงไฟ เนรมิตบรรยากาศอันสว่างไสวด้วยแสงนวลตา และมอบมุมมองที่แปลกใหม่ในการชมทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วง

 

 

วันที่ 5 ยามานาชิถึงนะงะโนะ: จากการเดินเล่นริมทะเลสาบสู่การพักผ่อนกลางป่า

 

ทางเดินริมทะเลสาบที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีทอดยาวไปตามแนวชายฝั่ง ซึ่งมีทั้งจุดชมวิว ร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหารตลอดเส้นทาง ทำให้บริเวณนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินเล่นรับลม หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเป็นเมนูโฮโต (Houtou) ซึ่งเป็นเมนูเส้นขึ้นชื่อของท้องถิ่นแล้ว จึงเดินทางต่อไปยังเรียวคังที่จะพักค้างคืน
โดยระหว่างทาง สามารถแวะ โรงกลั่นซันโตรี ฮาคุชู (Suntory Hakushu Distillery) ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางป่าของเทือกเขาแอลป์ตอนใต้ หรือ เยี่ยมชมโรงบ่มไวน์ที่นำเสนอไวน์ท้องถิ่นของยามานาชิ ก่อนเดินทางข้ามเขตจังหวัดไปยังนะงะโนะต่อไป

 

 

ชิบุ ทัตสึโนคัง

หลังจากเข้าสู่จังหวัดนะงะโนะแล้ว ใช้เวลาขับรถประมาณ 45 นาทีก็จะถึงชิบุ ทัตสึโนคัง เรียวคังเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าศตวรรษ ที่นี่มีทั้งบ่อน้ำพุร้อนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ อาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบป่าเขาของหมู่บ้านในท้องถิ่นโดยรอบ และการบริการที่เอาใจใส่ ซึ่งร่วมกันมอบประสบการณ์การพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ

 

ทางเรียวคังตั้งใจจำกัดสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ให้มีน้อยที่สุดเพื่อให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสกับความเงียบสงบของผืนป่าและจังหวะของธรรมชาติรอบตัวได้อย่างเต็มที่โดยไม่เร่งรีบ

 

https://navi.chinotabi.jp/en/spot/1535/

 

[google map]

 

วันที่ 6 นะงะโนะและไอจิ: วิถีชีวิตริมเส้นทางสายเก่า

 

คายาบูกิ โนะ ยากาตะ

จากเรียวคังเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 80 นาที เพื่อไปยังบ้านไร่หลังคามุงจาก ซึ่งเปิดให้สัมผัส ประสบการณ์การทำโซบะแบบดั้งเดิม โดยมีผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

 

ขั้นตอนการนวด การรีด และการตัดเส้นโซบะด้วยมือนั้น ถือเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น

 

https://www.inadanikankou.jp/en/ToursAndActivities/page/id=996

 

[google map]

 

สึมาโงะ (นะกะเซนโด)

หลังจากขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที ก็จะเดินทางมาถึงเมืองสึมาโงะในจังหวัดนะงะโนะ ในอดีตเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองที่พักแรมอันเจริญรุ่งเรืองบนเส้นทางนะกะเซนโด ซึ่งเชื่อมระหว่างเกียวโตและเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) โดยสึมาโงะยังคงอนุรักษ์ทัศนียภาพของบ้านเมืองที่เก่าแก่ไว้เป็นอย่างดีจนถึงทุกวันนี้

 

สองข้างทางที่เรียงรายไปด้วยอาคารไม้จะมีร้านขายของที่ระลึกและร้านน้ำชาตั้งอยู่เป็นระยะ ซึ่งผู้มาเยือนสามารถลิ้มลองอาหารพื้นเมืองเรียบง่าย เช่น โกเฮโมจิ (โมจิย่างราดซอสมิโซะหวาน) และปลาแม่น้ำย่างเกลือได้

 

จากสึมาโงะ เดินทางต่อไปยังนาโกย่าด้วยรถบัสและรถไฟด่วนพิเศษ ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาที

 

[google map]

 

ภูมิภาคคันไซ — จุดบรรจบของสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วงและความงามทางวัฒนธรรม

 

วันที่ 7 ไอจิ ชิงะ และเกียวโต: ทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงและประวัติศาสตร์รอบทะเลสาบบิวะ

 

 

จากนาโกย่า สามารถนั่งชิงกันเซ็นไปยังไมบาระ ซึ่งเป็นประตูสู่จังหวัดชิงะ โดยใช้เวลาเพียง 30 นาที ไมบาระได้รับการยกย่องให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมมาอย่างยาวนาน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สะดวกสบายในการออกสำรวจพื้นที่รอบๆ ทะเลสาบบิวะ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

 

ชายฝั่งตะวันออกของทะเลสาบบิวะ

พื้นที่ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองประวัติศาสตร์หลายแห่ง รวมถึง ฮิโคะเนะ เมืองปราสาทที่มีชื่อเสียงจากตัวปราสาทที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติและสวนของอดีตไดเมียว และ โอมิฮาจิมัน ซึ่งมีถนนริมน้ำแบบดั้งเดิมและการล่องเรือในคลองที่สะท้อนวิถีชีวิตที่ผูกพันกับทะเลสาบ สำหรับมื้อกลางวัน ขอแนะนำให้ลองชิมสเต็กเนื้อโอมิ ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อประจำภูมิภาคของจังหวัดชิงะ

 

[google map]

 

ชายฝั่งตะวันตกของทะเลสาบบิวะ

สำหรับพื้นที่ฝั่งตะวันตก มีสถานที่น่าสนใจ ได้แก่ ถนนที่เรียงรายไปด้วยต้นเมตาเซควอยาที่จะเปลี่ยนสีสันไปตามฤดูกาล ศาลเจ้าชิราฮิเกะที่มีประตูโทริอิตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลสาบ และวัดเอ็นเรียคุจิบนภูเขาฮิเอะ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก นอกจากนี้ อาหารท้องถิ่นที่ปรุงจากปลาน้ำจืดสดๆจากทะเลสาบบิวะก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดแก่การลิ้มลองเช่นกัน

 

[google map]

 

ไม่ว่าจะเดินทางจากฝั่งตะวันออกหรือฝั่งตะวันตก การเดินทางต่อไปยังเกียวโตก็เป็นเส้นทางที่สะดวกสบายและราบรื่น

 

วันที่ 8 เกียวโต
ศิลปะ ขนมหวาน และชีวิตประจำวันในเกียวโต

 

ใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ต่างๆ ทั่วเมืองเกียวโต ซึ่งมีสถานที่หลากหลายประเภทกระจายอยู่ทั่วเมือง เปิดโอกาสให้คุณได้เรียนรู้เจาะลึกเกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ไปจนถึงผลงานร่วมสมัยและงานฝีมือแบบดั้งเดิม ทำให้ผู้มาเยือนสามารถสำรวจความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมของเกียวโตได้จากหลากหลายมุมมอง

 

RAU

แวะไปที่ RAU ร้านขนมหวานชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องช็อกโกแลตและของหวาน ขนมของที่นี่โดดเด่นด้วยรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์และรสชาติละมุนละไม ที่ถูกรังสรรค์อย่างงดงามราวกับผลงานศิลปะ

 

 

RAU พร้อมนำเสนอประสบการณ์การดื่มชาที่แสนประณีตในบรรยากาศที่มีสไตล์ โดยนำเสนอขนมที่รังสรรค์จากเทคนิกการทำขนมอบแบบฝรั่งเศส ผสานความละเอียดอ่อนแบบญี่ปุ่นและองค์ประกอบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกียวโต เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการแวะพักผ่อนระหว่างการเที่ยวชมเมืองในแต่ละวัน

 

[google map]

 

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำคะโมกาวะ

ไปเยือนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคะโมกาวะ ซึ่งเป็นพื้นที่รูปสามเหลี่ยมบริเวณที่แม่น้ำคะโมและแม่น้ำทาคาโนะมาบรรจบกัน ในฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีสันที่นุ่มนวลตามฤดูกาล ขณะที่ภาพผู้คนเดินข้ามแผ่นหินข้ามแม่น้ำนั้นสร้างทัศนียภาพที่งดงามราวกับภาพวาดที่มีชีวิต

 

เมื่อยามเย็นย่างเข้ามา เดินทางต่อไปยังปงโตะโจ หนึ่งในย่านกินดื่มแบบดั้งเดิมของเกียวโต เพื่อเพลิดเพลินกับอาหารค่ำแบบสบายๆ ที่มีโอบันไซ (Obanzai) หรืออาหารโฮมเมดสไตล์เกียวโต จับคู่กับสาเก นับเป็นการเริ่มต้นสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองอย่างเงียบสงบ

 

[google map]

 

วันที่ 9 เกียวโตถึงโอซาก้า: จากวัดวาอารามอันเงียบสงบสู่ทิวทัศน์อันมีชีวิตชีวา

 

วัดโจจูจิ

วัดโจจูจิเป็นวัดเซนที่ตั้งอยู่อย่างเงียบสงบที่เชิงเขานิชิยามะ ห่างจากใจกลางเมืองเกียวโตประมาณ 30 นาทีโดยรถยนต์ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง จะมีการเปิดให้เข้าชมเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ชมวิหารหลักและโฮโจ (ที่พักของเจ้าอาวาส) ซึ่งความลงตัวระหว่างใบไม้เปลี่ยนสีในสวนและบรรยากาศอันเงียบสงบโดยรอบนั้นงดงามเป็นพิเศษ

 

ในบางวัน จะมีการเสิร์ฟชาเขียวคู่กับขนมญี่ปุ่นตามฤดูกาล เพื่อให้คุณได้สัมผัสช่วงเวลาแห่งความสงบในการหยุดพักและผ่อนคลายจิตใจ

 

[google map]

 

อะระชิยะมะ

ขับรถต่อไปอีก 15 นาทีก็จะถึงอะระชิยะมะ หนึ่งในพื้นที่ชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโต บริเวณนี้มีสะพานโทเก็ตสึเคียวเป็นจุดศูนย์กลาง และเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงป่าไผ่และวัดเท็นริวจิ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
อะระชิยะมะผสมผสานทิวทัศน์ธรรมชาติและโบราณสถานได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีอาหารพื้นเมืองอย่างยูบะ (ฟองเต้าหู้) ขนมหวานท้องถิ่น และงานหัตถกรรมญี่ปุ่นให้เลือกซื้อ ที่นี่เป็นย่านที่เหมาะแก่การเดินเที่ยวชมอย่างไม่รีบเร่ง เพื่อซึมซับทั้งความงามของทิวทัศน์และความเพลิดเพลินที่เรียบง่าย

 

[google map]

 

Please Choose Your Language

Browse the JNTO site in one of multiple languages